ลดต้นทุนสีพลาสติกอย่างไรให้คุ้ม? อย่าดูแค่ราคาสีต่อกิโลกรัม
ลดต้นทุนสีพลาสติกอย่างไรให้คุ้ม?
อย่าดูแค่ราคาสีต่อกิโลกรัม
ในช่วงที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคามีมากขึ้น โรงงานพลาสติกจำนวนไม่น้อยกำลังมองหาวิธี ลดต้นทุนสีพลาสติก
สิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อหรือเจ้าของโรงงานมักทำเป็นอันดับแรก คือเปรียบเทียบราคาสีจากผู้ขายหลายราย
เช่น
เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้ หลายคนอาจคิดทันทีว่า สีราคา 90 บาทถูกที่สุด จึงน่าจะช่วยลดต้นทุนได้มากที่สุด
แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น
แต่ก่อนตัดสินใจ ลองถามอีกหนึ่งคำถามว่า
“สีแต่ละตัวต้องใช้ในปริมาณเท่าไร?”
เพราะสีที่ราคาถูกกว่า อาจต้องใช้ในปริมาณมากกว่า
เพื่อให้ได้ความเข้มของสีตามที่ต้องการ
ดังนั้น สิ่งที่ควรเปรียบเทียบไม่ใช่แค่ ราคาสีต่อกิโลกรัม แต่ต้องดูว่า เมื่อนำไปใช้จริงแล้ว ต้นทุนสีที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์อยู่ที่เท่าไร
และตรงนี้เองที่ทำให้สีราคาแพงกว่าในใบเสนอราคา อาจกลายเป็นสีที่มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่าได้
ดังนั้น หากต้องการ ลดต้นทุนสีพลาสติก อย่างแท้จริง ควรดูมากกว่าราคาสีต่อกิโลกรัม
ลดต้นทุนสีพลาสติก ต้องดู “อัตราการใช้” ควบคู่กับราคาสี
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
สมมติว่าโรงงานต้องผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม และกำลังเปรียบเทียบสี 2 ตัว
สี A
ราคาสี 100 บาท/กิโลกรัม
ใช้สีในอัตรา 1%
เมื่อผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม จะใช้สีประมาณ 1 กิโลกรัม
ดังนั้นต้นทุนสี คือ
1 กก. × 100 บาท = 100 บาท
สี B
ราคาสี 90 บาท/กิโลกรัม
ดูจากราคาแล้วถูกกว่าสี A ถึง 10 บาท/กิโลกรัม
แต่สมมติว่าสี B ต้องใช้ในอัตรา 4%
เมื่อผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม จะใช้สีประมาณ 4 กิโลกรัม
ดังนั้นต้นทุนสี คือ
4 กก. × 90 บาท = 360 บาท
ลองดูตัวเลขอีกครั้ง
สี B ราคาถูกกว่าถึง 10 บาทต่อกิโลกรัม
แต่เมื่อคำนวณจากการใช้งานจริง กลับมีต้นทุนสีสูงกว่าสี A ถึง 260 บาทต่อการผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า
สีที่ราคาถูกกว่า ไม่ได้แปลว่าจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่า
ลดต้นทุนสีพลาสติก ไม่ควรดูแค่ราคาต่อกิโลกรัม
การเปรียบเทียบราคาสีแบบง่าย ๆ อาจทำให้เราเห็นเพียงว่า
100 บาท/กก. แพงกว่า 90 บาท/กก.
แต่โรงงานควรดูต่อว่า
100 บาท/กก. ใช้เท่าไร?
และ
90 บาท/กก. ต้องใช้เท่าไร?
เพราะสีแต่ละสูตรมีความเข้มข้นและประสิทธิภาพในการใช้งานแตกต่างกัน
สีที่มีความเข้มข้นสูงอาจใช้ในปริมาณน้อยกว่า ขณะที่สีราคาถูกบางสูตรอาจต้องเพิ่มอัตราการใช้เพื่อให้ได้ความเข้มของสีตามที่ต้องการ
ดังนั้น วิธีคิดที่ถูกต้องจึงควรเป็น
ราคาสี × ปริมาณที่ใช้จริง = ต้นทุนสีในการผลิต
ไม่ใช่ดูเพียงราคาต่อกิโลกรัม
ลดต้นทุนสีพลาสติกจากสีราคาถูก อาจไม่ใช่การลดต้นทุนจริง
ในตลาดจริง โรงงานอาจพบสีจากหลายแหล่งที่ให้ราคาต่างกันมาก
บางครั้งมีการนำตัวอย่างสีราคาต่ำมาเทียบกับสีเดิม และต้องการให้ผู้ผลิตสีทำราคาให้ใกล้เคียงกับตัวอย่างนั้นมากที่สุด
การลดต้นทุนสามารถทำได้
แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ
ราคาที่ลดลง เกิดจากอะไร?
หากต้องการลดราคาจาก 120 บาท/กิโลกรัมลงไปถึง 80 บาท/กิโลกรัม ผู้ผลิตอาจต้องปรับหลายองค์ประกอบของสูตร เช่น วัตถุดิบ ความเข้มข้น หรืออัตราการใช้
และถ้าต้องเพิ่มปริมาณการใช้จากเดิม 1% เป็น 4% การลดราคาสีต่อกิโลกรัมก็อาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงตามที่คาด
ยิ่งไปกว่านั้น หากลดต้นทุนด้วยการตัดส่วนประกอบบางอย่างที่มีหน้าที่ช่วยให้สีเหมาะกับการใช้งาน ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าคุณสมบัติของชิ้นงานจะเปลี่ยนไปหรือไม่
ราคาถูกลงกับคุณภาพลดลง เป็นคนละเรื่องกับการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ลดต้นทุนสีพลาสติก ต้องคิดถึงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
ต้นทุนของสีไม่ได้จบลงเมื่อโรงงานซื้อสีในราคาถูก
หากสีที่เลือกทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการผลิต ต้นทุนที่ตามมาอาจสูงกว่าส่วนต่างราคาวัตถุดิบมาก
ตัวอย่างเช่น
ในกรณีเหล่านี้ สีที่ดูเหมือน “ถูกกว่า” ตั้งแต่ตอนซื้อ อาจกลายเป็นต้นทุนที่แพงกว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง
ดังนั้น การ ลดต้นทุนสีพลาสติก ที่ดีจึงควรมองทั้งต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต
ลดต้นทุนสีพลาสติกจากสีดำ Carbon Black อย่าดูแค่ต่างกัน 3 บาท
อีกตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือการเปรียบเทียบ Carbon Black หรือสีดำสำหรับงานพลาสติก
สมมติว่าโรงงานกำลังเลือกสีดำ 2 ตัว
สีดำ A ราคา 50 บาท/กิโลกรัม
สีดำ B ราคา 47 บาท/กิโลกรัม
แต่สมมติว่า
ลองคำนวณจากการผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม
สีดำ A
ใช้สี 1 กิโลกรัม
1 × 50 = 50 บาท
ต้นทุนสี = 50 บาท
สีดำ B
ใช้สี 2 กิโลกรัม
2 × 47 = 94 บาท
ต้นทุนสี = 94 บาท
แม้สีดำ B จะมีราคาถูกกว่าถึง 3 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อคิดตามอัตราการใช้จริง กลับมีต้นทุนสีสูงกว่า
94 - 50 = 44 บาท
หรือสูงกว่าสีดำ A ถึง 44 บาทต่อการผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือก Carbon Black จึงไม่ควรตัดสินจากคำถามว่า
“กิโลกรัมละเท่าไร?”
เพียงอย่างเดียว
แต่ควรถามด้วยว่า
“ต้องใช้กี่เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ได้ความเข้มที่ต้องการ?”
ลดต้นทุนสีพลาสติก ต้องเปรียบเทียบจากต้นทุนที่ใช้จริง
ตัวอย่างข้างต้นไม่ได้หมายความว่าสีราคาแพงกว่าจะดีกว่าสีราคาถูกเสมอไป
เพราะในทางปฏิบัติ สีแต่ละสูตรมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และสีที่เหมาะสมต้องขึ้นอยู่กับชนิดพลาสติก กระบวนการผลิต เฉดสี และคุณสมบัติของชิ้นงานที่ต้องการ
สิ่งสำคัญคือ ต้องเปรียบเทียบสีแต่ละตัวบนเงื่อนไขเดียวกัน โดยเฉพาะราคาสีและอัตราการใช้ เพราะสองอย่างนี้ต้องดูควบคู่กัน
เช่น
จากตัวอย่างนี้ สี B มีราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่าสี A ถึง 10 บาท
แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณที่ต้องใช้จริง กลับมีต้นทุนสีสูงกว่าถึง 260 บาท ต่อการผลิตพลาสติก 100 กิโลกรัม
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการดูราคาสีต่อกิโลกรัมเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เข้าใจต้นทุนผิดได้
แน่นอนว่าในการเลือกสีจริง ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมกับชนิดพลาสติก กระบวนการผลิต และคุณภาพของชิ้นงานด้วย แต่ในเรื่อง “ต้นทุน” สิ่งแรกที่ควรนำมาเปรียบเทียบคือ ราคาสีและอัตราการใช้จริง
ลดต้นทุนสีพลาสติกอย่างไรให้โรงงานได้ประโยชน์จริง?
ก่อนเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนสูตร แนะนำให้โรงงานพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. ราคาสีต่อกิโลกรัม
เป็นข้อมูลพื้นฐาน แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจ
2. อัตราการใช้จริง
สีแต่ละชนิดอาจใช้ในปริมาณไม่เท่ากัน แม้จะเป็นสีเดียวกันก็ตาม
3. ต้นทุนสีต่อผลิตภัณฑ์
นำราคาสีมาคูณกับปริมาณที่ใช้จริง เพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริง
4. คุณภาพของชิ้นงาน
ต้องดูว่าสีที่ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่ และเหมาะกับการใช้งานหรือไม่
5. ต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
หากสีทำให้เกิดปัญหาในการผลิต ของเสีย หรือจำเป็นต้องแก้ไขงาน ต้นทุนเหล่านี้ควรนำมาพิจารณาด้วย
ลดต้นทุนสีพลาสติก ไม่จำเป็นต้องเลือก “สีที่ถูกที่สุด”
การลดต้นทุนที่ดี ไม่ใช่การทำให้ราคาวัตถุดิบทุกตัวต่ำที่สุด
แต่คือการหาสูตรที่ทำให้ ต้นทุนรวมต่อผลิตภัณฑ์ต่ำที่สุด โดยยังได้คุณภาพตามที่ต้องการ
บางครั้งสีราคา 120 บาทอาจมีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่าสีราคา 90 บาท
บางครั้ง Carbon Black ราคา 50 บาทอาจคุ้มกว่าสีราคา 47 บาท
และบางครั้งการเพิ่มราคาสีเพียงไม่กี่บาท อาจช่วยลดอัตราการใช้ลงได้มากจนต้นทุนรวมลดลง
เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจจากใบเสนอราคา ลองเปลี่ยนจากคำถาม
“เจ้านี้ขายถูกกว่ากี่บาท?”
เป็น
“ถ้าเอาไปผลิตจริง ต้องใช้เท่าไร และต้นทุนต่อผลิตภัณฑ์เท่าไร?”
คำตอบจากคำถามที่สอง จะช่วยให้โรงงานเห็นภาพต้นทุนได้แม่นยำกว่า
ลดต้นทุนสีพลาสติกด้วยการทดลองก่อนเปลี่ยนสูตร
หากโรงงานพบสีจากแหล่งอื่นที่มีราคาถูกกว่า การนำมาทดลองเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจถือเป็นขั้นตอนสำคัญ
ควรทดสอบภายใต้เงื่อนไขการผลิตจริง และเปรียบเทียบทั้ง
เพราะเป้าหมายของการลดต้นทุนไม่ใช่เพียงการซื้อสีให้ได้ราคาถูกที่สุด
แต่คือการทำให้ ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ให้โรงงาน
สรุป: ลดต้นทุนสีพลาสติก ต้องดู “ต้นทุนจริง” ไม่ใช่แค่ “ราคาซื้อ”
การเลือกสีสำหรับโรงงานพลาสติกไม่ควรตัดสินจากราคาต่อกิโลกรัมเพียงอย่างเดียว
สีราคา 90 บาท อาจดูเหมือนจะถูกกว่าสีราคา 100 บาท
แต่ถ้าต้องใช้มากกว่า ก็อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่า
Carbon Black ราคา 47 บาทอาจดูเหมือนจะถูกกว่าสีราคา 50 บาทอยู่ 3 บาทต่อกิโลกรัม
แต่ถ้าต้องใช้มากกว่า 2 เท่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ก็อาจสูงกว่ามาก
ดังนั้น หากโรงงานต้องการ ลดต้นทุนสีพลาสติก อย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณา
ราคา × อัตราการใช้ × ปริมาณการผลิต × คุณภาพที่ต้องการ
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่โรงงานต้องการไม่ใช่ “สีที่ราคาถูกที่สุด” แต่คือ สีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตคุ้มค่าที่สุด
บจก.ไทย พิกเมนท์ ช่วยโรงงานหาสีที่เหมาะกับงาน ไม่ใช่แค่สีที่ราคาถูกที่สุด
บริษัท ไทย พิกเมนท์ จำกัด เข้าใจว่าการควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโรงงานพลาสติกทุกแห่ง
เราจึงให้ความสำคัญกับทั้งราคา อัตราการใช้ คุณภาพของสี และลักษณะการใช้งานจริง เพื่อช่วยให้โรงงานเลือกสูตรที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต
เพราะการลดต้นทุนที่ดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเลือกวัตถุดิบที่ถูกที่สุด แต่อาจเริ่มจากการ คำนวณต้นทุนจริงให้ถูกต้องก่อน
หากโรงงานกำลังเปรียบเทียบสีจากหลายแหล่ง หรือต้องการลดต้นทุนจากสูตรเดิม สามารถส่งตัวอย่างสี รายละเอียดการใช้งาน หรือสูตรเดิมมาให้ทีมงานช่วยประเมินและเทียบสีได้
บจก.ไทย พิกเมนท์ โรงงานผลิตสีผงและสีเม็ดมาสเตอร์แบทช์สำหรับงานพลาสติกทุกชนิด ดูแลโรงงานพลาสติกทั่วประเทศกว่า 10 ปี โดยช่างประสบการณ์สูง
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อยจากโรงงานพลาสติก
บทความน่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลาสติก
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจตลาดและการเลือกวัตถุดิบได้ดีขึ้น เราได้รวบรวมบทความความรู้เกี่ยวกับเม็ดสีพลาสติกและมาสเตอร์แบทช์จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมกว่า 20 ปี